จากการรับฟังเสียงประชาชน (Social listening) ด้วยเครื่องมือ AI ตลอดปีที่ผ่านมา เพื่อวิเคราะห์มุมมองของภาคสังคมต่อสถานการณ์และมาตรการการรับมือ PM2.5 ในพื้นที่เชียงใหม่จากสื่อสังคมออนไลน์ พบว่าตลอดปีมียอดรวม Engagement ประเด็น PM2.5 มากถึง 1,500,517 ครั้ง โดยเฉพาะผ่าน TikTok, Facebook, X, YouTube และ Instagram โดยต้องยอมรับว่าในภาพรวมมีอารมณ์ความรู้สึกสาธารณะ (sentiments) ในเชิงลบมากที่สุด (ร้อยละ 77.37) ดังสรุปในแผนภาพด้านล่าง

ทั้งนี้ เมื่อแยกพิจารณาเป็นรายเดือน จะพบว่า ประชาชนมีการตื่นตัวอย่างมากในช่วงที่เผชิญกับปัญหาฝุ่นควันอย่างรุนแรง โดยความเห็นส่วนใหญ่เป็นความคิดเห็นในเชิงลบหรือการวิจารณ์เกี่ยวกับความรุนแรงของสถานการณ์ ความโปร่งใสในการรายงานข้อมูลคุณภาพอากาศ และมาตรการในการรับมือเพื่อแก้ไขปัญหาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในขณะเดียวกันยังมีการแสดงความคิดเห็นที่เป็นกลาง (22.3%) เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและวิธีการดูแลตนเองภายใต้การเผชิญสถานการณ์ฝุ่นควัน แต่กลับพบว่ามีเพียงประชาชนส่วนน้อยที่แสดงความคิดเห็นในเชิงบวก (0.33%) หรือการแสดงความชื่นชมต่อแนวทางการรับมือกับปัญหาฝุ่นควันของภาครัฐอย่างยั่งยืน โดยข้อมูลนี้เป็นภาพสะท้อนที่สำคัญว่าการบรรลุตัวชี้วัดต่างๆ ไม่ได้หมายถึง ความสำเร็จเสมอไป หากยังไม่สามารถสร้างความอุ่นใจและความรู้สึกเชิงบวกให้กับประชาชนได้

อนึ่ง ข้อสังเกตสำคัญคือ บทบาทของสื่อหลักยังคงสูงต่อการมีอิทธิพลต่อความคิดเห็นสาธารณะ โดย Engagement ส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับการนำเสนอข่าวของสื่อ ในขณะที่ท่าทีของภาครัฐต่อสื่อส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกสาธารณะที่มีต่อสถานการณ์และมาตรการการรับมือ PM2.5 ไม่น้อยไปกว่าการบรรลุหรือไม่บรรลุตัวชี้วัด ซึ่งสะท้อนว่าการขับเคลื่อนนโยบายต้องดำเนินการคู่ขนานกับการสื่อสารสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ เป็นมิตร และสร้างสรรค์ (การสื่อสารเชิงบวกที่ไม่ปกปิด) โดยคำนึงถึงมุมมองของสังคมคู่ขนานกับค่าเป้าหมายที่ต้องการบรรลุ

นอกจากนั้น อีกขอสังเกตสำคัญคือความไม่สอดคล้องระหว่างแนวทางควบคุมสถานการณ์ของรัฐ สภาพความเป็นจริง และความคาดหวังของสังคม จากกรณีของการห้ามเผา (Zero burning) ที่นำไปสู่ความกดดัน ความไม่พอใจ หรือแม้แต่ความโกรธของประชาชนในชนบท เพราะเห็นว่ามักง่าย โดยเข้ามาบีบแต่ไม่สร้างทางเลือก ในขณะเดียวกันกับที่ไปสร้างความขัดแย้งระหว่างคนชนบทกับคนเมืองที่ยังขาดความเข้าใจในเงื่อนไขของการใช้ไฟของชาวบ้าน ดังปรากฏให้เห็นในโพสต์จำนวนมากในช่วงดังกล่าว  โดยภาคสังคมที่ออกมาเป็นตัวกลางในการส่งเสียงแทนชาวบ้าน ถูกทำให้กลายเป็นเหยื่อของการวิพากษ์วิจารณ์แทนรัฐ จนปิดกั้นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และหาทางออกร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ บนฐานของการเข้าอกเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันมากกว่านี้

ประเด็นสำคัญสุดท้ายคือนอกจากความจำเป็นในการสร้างบรรยากาศที่เกื้อหนุนความร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่ายมากกว่านี้ ผลการวิเคราะห์การรับฟังเสียงประชาชนนี้ยังสะท้อนว่ารัฐต้องลดทอนการอ้างผลงานหรือการเป็นพระเอก ในขณะที่สร้างภาพตัวร้ายและความเป็นเหยื่อให้คนอื่น และเพราะการคลี่คลายของสถานการณ์มาจากเงื่อนไขและปัจจัยหลายด้าน รวมถึงลมฟ้าอากาศด้วย ดังนั้น ในอนาคตการเรียนรู้ร่วมกันอย่างตรงไปตรงมาจึงมีความสำคัญ โดยไม่จำเป็นต้องมีใครเป็นพระเอก ใครเป็นผู้ร้าย ใครเป็นเหยื่อ เพราะเราทุกคนล้วนสามารถเป็นทั้งพระเอก ผู้ร้าย และเหยื่อในคราวเดียวกัน ซึ่งการจัดการเรื่อง PM2.5 ต้องการการผนึกกำลังกันมากกว่าประเด็นการพัฒนาทั่วไปอื่นๆ จากที่ชัดเจนว่าลำพังบทบาทและทรัพยากรรัฐอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการรับมือเรื่องนี้ได้ สิ่งที่ต้องลดคือการจับผิด ตำหนิ บีบให้จนตรอก และสร้างเงื่อนไขให้สังคมทะเลาะกันเอง