การปรับโครงสร้างการผลิตทั้งระบบสู่การปลูกพืชแบบไม่ใช้ไฟและปลูกป่าเศรษฐกิจ (เรียนรู้ผ่านกรณีแม่แจ่ม)
การปรับโครงสร้างการผลิตทั้งระบบสู่การปลูกพืชแบบไม่ใช้ไฟและปลูกป่าเศรษฐกิจ (กรณีศึกษาแม่แจ่ม) เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนเกษตรเชิงเดี่ยวที่พึ่งการเผา ไปสู่พืชไม่ใช้ไฟและป่าเศรษฐกิจ จำเป็นต้องอาศัยการทุ่มเทความร่วมมือทั้งหน่วยงานรัฐ ชุมชน ประชาสังคม เอกชน ฯลฯ เตรียมความพร้อมการเปลี่ยนผ่าน เช่น ระบบน้ำ เชื่อมห่วงโซ่การผลิต–การตลาด รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่ดิน (คทช.) ทั้งนี้ หากวิเคราะห์ต้นทุนและประสิทธิผลในทางเลือกตัดสินใจเชิงนโยบายดังกล่าว จะพบว่า ในด้านต้นทุนอาศัยงบรายชุมชนราว 5 ล้าน รวมต้นทุนทางสังคมและการเปลี่ยนผ่าน คือการฝึกอบรมและเปลี่ยนวิถีการผลิตของเกษตรกร เวลาที่ต้องใช้ในการปรับตัว เช่น การปลูกป่าให้ฟื้นตัวใช้เวลาเป็นปีและอาจมีต้นทุนแฝงจากการสูญเสียรายได้เดิม(ในช่วงปรับตัว) รวมถึงต้องใช้เวลาและทรัพยากรในการประสานงานภาคส่วนต่างๆ (รัฐ-เอกชน-ชุมชน) ในด้านประสิทธิผลที่มุ่งเน้นคือลดการเผาและสร้างเศรษฐกิจทดแทนไปพร้อมกัน ซึ่งการปรับโครงสร้างทั้งระบบ คาดว่าจะมีประสิทธิผลระดับชุมชนสูง อย่างน้อยราว 70% (สัดส่วนช่วยลดเผาในพื้นที่) โดยต้นทุน-ประสิทธิผล (cost/ effect) ประมาณ 0.07 (เทียบการลงทุนในหน่วยล้านบาทต่อการเปลี่ยนแปลงระดับชุมชน 1% โดยดีที่สุดคือเข้าใกล้ศูนย์มากที่สุด) นับว่าคุ้มค่าในระยะกลาง-ยาว
ทั้งนี้ หากวิเคราะห์ผลกระทบเชิงบวกพบว่า นอกจากลดการเผา ยังช่วยลด Carbon emission สร้างรายได้จากกิจกรรมใหม่ (เกิดอาชีพใหม่ เช่น ปลูกป่า รักษาป่า เกษตรปลอดฝุ่น) และอาจจะเกิดรายได้จาก Carbon credit และระบบ ecosystem service ซึ่งดึงภาคเอกชนเข้ามาลงทุน เสริมสร้างบทบาทชุมชนในการจัดการทรัพยากร (Co-governance) และช่วยลดความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชาวบ้านเรื่องการใช้ที่ดินป่าไม้ ช่วยทำให้รายได้กระจายตัวดีขึ้น รวมทั้งลดการพึ่งพาเกษตรเชิงเดี่ยว โดยในระยะยาว พื้นที่ป่าจะฟื้นตัวอย่างยั่งยืน ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG)จะช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชน ลดภาระรัฐในระยะยาว ทั้งเรื่องป้องกันไฟป่า ค่าใช้จ่ายสุขภาพ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญคือการลดความเหลื่อมล้ำในระยะยาว (โดยเฉพาะถ้าสหกรณ์/วิสาหกิจดำเนินงานได้จริง) อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ผลกระทบเชิงลบ พบว่า เกษตรกรบางส่วนอาจปรับตัวไม่ทัน และการเปลี่ยนจากระบบการเผาอาจทำให้รายได้ลดลงในระยะสั้น รวมทั้งอาจมีแรงต้านจากผู้ที่เคยได้ประโยชน์จากวิถีเดิม นอกจากนี้ หากระบบ Co-governance ไม่ชัดเจน อาจเกิดปัญหาซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน อีกทั้งการใช้เงินลงทุนจำนวนมาก หากไม่มีระบบตรวจสอบ อาจเกิดการรั่วไหลได้ และที่สำคัญคือหากขาดความต่อเนื่องทางนโยบาย (เช่น เปลี่ยนรัฐบาล) โครงการอาจหยุดกลางทาง
หรือแม้แต่หากประชาชนคาดหวังผลลัพธ์ไวเกินไป เช่น รายได้เพิ่มทันที แล้วเกิดผิดหวัง อาจทำให้ความร่วมมือลดลงได้
ในการตัดสินใจเชิงนโยบายย่อมก่อให้เกิดเกิดทั้งกลุ่มผู้มีโอกาสได้รับประโยชน์และกลุ่มผู้มีโอกาสเสียประโยชน์ควบคู่กันไป โดยด้านผู้มีโอกาสได้รับประโยชน์ กลุ่มแรกคือชาวบ้านในพื้นที่และเกษตรกร ซึ่งจะได้รับโอกาสในการประกอบอาชีพทางเลือกที่ยั่งยืนมากขึ้น เช่น การปลูกป่า การดูแลรักษาป่า หรือการทำเกษตรปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีโอกาสสร้างรายได้จากแรงงานปลูกป่า และแรงงานนอกภาคเกษตรที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสีเขียว อีกทั้งการรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชนยังช่วยให้สามารถเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ และเพิ่มอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น กลุ่มที่สองคือภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งสามารถใช้งบประมาณเพื่อขับเคลื่อนแผนพัฒนาที่ยั่งยืนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม อีกทั้งการลดการเผาและลดหมอกควันยังส่งผลเชิงบวกต่อภาพลักษณ์ของภาครัฐในสายตาประชาชนและสาธารณชนในวงกว้าง ในส่วนของภาคเอกชน ทั้งบริษัทในประเทศและต่างประเทศ มีโอกาสลงทุนผ่านกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ที่สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจหลัก (core business) โดยได้รับสิทธิประโยชน์ด้านคาร์บอนเครดิตหรือมาตรการส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐ เช่น BOI พร้อมทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กรในฐานะผู้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง นอกจากนี้ นักวิจัยและผู้สนใจด้านนโยบายสาธารณะยังได้รับประโยชน์จากการมีต้นแบบโมเดลเชิงบูรณาการที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ ขยายผล หรือเปรียบเทียบกับพื้นที่อื่น ๆ เพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบใหม่ย่อมก่อให้เกิดกลุ่มผู้มีโอกาสเสียประโยชน์ด้วย กลุ่มแรกคือผู้ที่เคยพึ่งพาการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ทางการเกษตร ซึ่งต้องปรับเปลี่ยนวิธีการผลิต ลดการพึ่งพาวิธีดั้งเดิม และอาจเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนเข้าสู่ระบบใหม่อย่างเต็มรูปแบบ อีกกลุ่มหนึ่งคือผู้ที่มีผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรป่าอย่างผิดกฎหมาย เช่น การลักลอบตัดไม้ การล่าสัตว์ หรือการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำการเกษตร เมื่อระบบการจัดการทรัพยากรมีความเข้มแข็งมากขึ้น รายได้จากกิจกรรมเหล่านี้ย่อมลดลงหรือหายไป และกลุ่มสุดท้าย บางภาคธุรกิจที่ไม่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพหรือแนวทาง BCG อาจมองว่าไม่ได้รับประโยชน์โดยตรง และอาจต้องเผชิญแรงกดดันในการปรับโครงสร้างธุรกิจของตนเอง
